เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบposted on 27 Oct 2007 10:25 by ranger in Basic-Substant
เอนทรี่นี้ยังคงความยาวไว้ให้ท่านผู้อ่านตกแฉะ ตาลายเหมือนเอนทรี่ที่ผ่านมา
เสมอต้นเสมอปลาย(ฮา)
เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียม admission อย่างที่รู้ๆกันอยู่ช่วงเวลาเส้นตายของนักเรียนันมีไม่มาก แค่ปีล่ะห้าหกครั้ง(เองนะ) จะไปหนักเอาก็ตอนสอบเข้าและเอน ที่อ่านหนังสือกันแบบหูตาลายงมหัวกันไม่ขึ้น(ช้านไม่มีที่อยู่แล้วเฟร่ย...)อะไรประมาณนี้ และจะให้ยัดเข้าทุกคนก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เห็นว่าเปิดกันต้นๆเทอมสองก็มีเวลาเตรียมตัวอยู่บ้าง และยิ่งโดยเฉพาะเทอมนี้โรงเรียนไหนๆก็กิจกรรมเยอะไปหมด และแน่นอนว่าเด็กกิจกรรมต้องมากกว่าเด็กเรียนถึงเจ็ดสิบเปอร์เซนต์แน่นอน
เทคนิคอ่านหนังสือ
"อ่านแล้วเข้าใจ เข้าใจแล้วจด จดแล้วจำ จำแล้วทำให้ได้”
เป็นปรัชญาที่เราใช้มาตั้งนานแล้ว บางคนก็อาจจะรู้อยู่แล้ว ก็เขาใช้วิธีนี้กันมาไม่รู้กี่ปีแล้ว การที่เราจะจำเนื้อหาของเรื่องที่เรียนไปได้แม่น มันต้องเกิดจากความเข้าใจในเนื้อหานั้นก่อน ไม่ใช่สักแต่ว่าจำ จำอย่างเดียว จำแบบไม่เข้าใจอะไรเลย การจำแบบนี้เป็นการจดจำระยะสั้น และไม่สามารถนำไปใช้ในการทำข้อสอบแบบวิเคราะห์ได้ เพราะในขั้นตอนการจำ ไม่มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เป็นไป เลยทำให้ไม่รู้หลัก เหตุและผล ว่าทำไมถึงเป็นอย่าง หากข้อสอบออกมาไม่ตรงกับที่จำไป ก็จบเห่น่ะสิ
การเขียนหรือการจดโน้ต
เป็นวิธีที่จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนเขียนเราต้องเข้าใจอยู่แล้วว่าจะเขียนอะไรลงไป อย่าลอกตามหนังสือไปทั้งดุ้น และอย่าจดแบบให้มันเสร็จ ๆ ไป หรือจดแบบให้มีตามเพื่อน (เป็นกระแสนิยม) เพราะมันจะไม่ได้ผลอะไรเลย ควรจะสรุปประมวลออกมาเป็นเนื้อความ ตามที่เราเข้าใจ ซึ่งต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย อาจตรวจสอบโดยการผลัดกันตอบคำถามกับเพื่อน หรือถามครูอาจารย์ ดังนั้นอย่าขี้เกียจเขียนเลย เขียนเอง อ่านเอง ผลที่ได้ก็อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ
คราวนี้ก็มาถึงการท่องจำ ส่วนใหญ่เมื่อเรารู้เรื่อง เราก็จะจำบางส่วนของเนื้อหาได้แล้ว นอกจากบางวิชา เช่น ชีวะ สังคม ที่เป็นวิชาท่องจำซะส่วนใหญ่ อาจต้องมีการมาท่องจำเพิ่มเติม การอ่านออกเสียงดังๆ ก็ช่วยให้จำดีขึ้น แต่ไม่ควรจะรบกวนผู้อื่น ( มิฉะนั้นอาจจะได้รับสิ่งไม่พึงปรารถนา ) การจำศัพท์ภาษาอังกฤษ อาจใช้วิธีเขียนใส่กระดาษแล้วแปะตามข้างฝา เช่น ฝาห้องน้ำ ประตูห้องสุขา ( ที่บ้านของตัวเองนะ) ตามที่ที่เราต้องเห็นทุกวัน อ้อ…ประตูของตู้เย็นก็ดีนะ เพราะเปิดออกจะบ่อย ก็หันมาเหลียวแลศัพท์ที่ตัวเองแปะไว้บ้าง เห็นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าสมอง มีอีกอย่างใครที่เรียน ENTCONCEPT เทคนิคเพลงช่วยจำศัพท์ได้ผลจริงๆ ถ้าไม่ได้เรียนเอง ก็ไปไรท์ของเพื่อน แล้วอย่าลืมถ่ายเนื้อร้องมาด้วยล่ะ (วิธีหลัง อาจจะเอาเปรียบคนที่เขาไปเรียนมาหน่อย คงต้องเคลียร์กับเพื่อนเอาเองนะ)
สุดท้ายการลงมือทำข้อสอบ ก็นำทุกอย่างที่เราเข้าใจและจำได้ มาคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบที่ถูกที่สุด คิดดีๆ นะ ระวังโดนโจทย์หลอก ที่เหลือก็ตัวใครตัวมัน >.<
เวลาที่ดีสำหรับการอ่าน เคยมีคนบอกว่าเวลาที่ดีที่สุด คือ ตอนเช้า เพราะร่างกายเราได้พักผ่อน รวมทั้งสมองก็ได้พัก มีการจัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้พร้อมกับการใส่ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไป อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่สำหรับคนที่ตื่นเช้าไม่ไหว เวลาดึก ๆ ที่เงียบ ๆ ก็เหมาะ คือว่ามันเงียบไง…สมองเราก็สามารถคิดสิ่งต่างๆ ได้ดี แต่อาจจะไม่เท่าตอนเช้า เพราะสมองเราต้องเหนื่อยจากการเรียนมาแล้วทั้งวัน บางคนยังมีการเรียนพิเศษตอนเย็นอีก สำหรับตัวเราเอง อ่านตอนกลางคืนสักนิด ได้เท่าไหนก็แค่นั้น 5 ทุ่มต้องเข้านอน แล้วก็ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 3 ตี 4 ตี 5 แนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนเวลาที่ต้องตื่นไปสักครึ่งชั่วโมง เพื่อที่เราจะได้มีเวลาเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอนก่อนสักพัก ถึงค่อยลุกไปล้างหน้าล้างตา มานั่งอ่าน ขอย้ำว่าควรทำให้ตัวเองตื่นเต็มที่ก่อนจะอ่าน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวก็หลับคาหนังสืออีกจนได้
เวลาที่ไม่เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือเรียนเลย คือ ช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเสร็จอิ่ม ๆ เคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า “พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน” ไหม ช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่คนเรามีความง่วงนอน อ่านไปก็หลับ ยิ่งหนังสือเรียนด้วย และไม่ควรนอนอ่านหนังสือ โดยเฉพาะบนเตียง ขอบอกว่าหลับแน่ๆ ไม่ใช่อ่านนิยายนี่ มันจะน่าติดตาม จนอยากอ่านให้จบ เรามีเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่าหนังสือเรียนคือยานอนหลับขนานเอก เห็นจะจริง อ่านไม่กี่หน้าก็หลับแล้ว
การอ่านควรจะเป็นในสถานที่ที่สงบ เงียบ และสมองเราพร้อมที่จะรับเรื่องใหม่ ๆ นั่นแหละการอ่านถึงจะได้ผลสูงสุด
วิธีแก้ง่วง ความง่วงนอนนั้นมีหลายขั้น ตามที่เราแบ่งเอง ได้แก่ 1. ความง่วงนอนขั้นต้น อาการ - เป็นความง่วงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น จะทำให้สติของเราล่องลอยไปเที่ยวสักพัก ไม่กี่นาทีหรอก แล้วก็จะกลับมาที่เดิม อาจมีอาการอ้าปากหาวบ้างเล็กน้อย แต่จะไม่บ่อยนัก วิธีแก้ - ควรจะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น หรือออกแรง เช่น การบิดขี้เกียจให้ร่างกายมีความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า พูดง่าย ๆ คือ ทำอะไรก็ได้ ที่ทำให้ร่างกายเราสดชื่นขึ้น 2. ความง่วงขั้นกลาง อาการ - เป็นความง่วงที่สะสมมาจากความง่วงขั้นต้น สติเริ่มหายไปเที่ยวนานขึ้น อาการหาวก็มีถี่ขึ้น อาจมีอาการสัปหงกเล็กน้อย วิธีแก้ - ควรจะหลับตาลงพักผ่อนสักครู่ อาจะ 10-15 นาที แล้วตื่นขึ้นมาไปล้างหน้าล้างตา เพื่อให้สดชื่น หรือไปทำอะไรสักอย่าง ไปเดินเล่น หรือฟังเพลง ดื่มนม กาแฟนี่ไม่แนะนำเท่าไรนัก เพราะ อาจเกิดอาการหลับในได้ ก็ง่วงมาก แต่ตายังค้าง เสียสุขภาพกายเปล่า ๆ น่า 3. ความง่วงขั้นรุนแรง อาการ - เป็นความง่วงที่ไม่อาจทัดทานได้ไหว สติแทบจะไม่มีแล้ว หัวอาจสัปหงกลงไปจูบกับโต๊ะได้ทุกเมื่อ หรืออาจเกิดอาการฟุบหลับคาหนังสือ วิธีแก้ - ไปนอนซะ ถึงอ่านไปก็ไม่เข้าหัวอยู่ดี เลิกทรมานตัวเองได้แล้ว ถ้ายังอ่านไม่จบก็ปลงซะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำไง สมองก็ไม่พร้อมจะรับอะไรอีกแล้วทั้งนั้นแหละน่า
คาถาก่อนเข้าห้องสอบ จริง ๆ ก็เป็นแค่ความเชื่อที่ทำแล้วสบายใจเท่านั้นเอง เล่นกับดวงไง หากอ่านหนังสือมาเต็มที่แล้ว อย่ากลัวข้อสอบเลย นี่เป็นแค่สิ่งที่ช่วยเสริมกำลังใจสำหรับบางคนที่อ่านมาแล้ว แต่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าหัว ก็ต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมกับบุญที่เคยมีมาแต่ชาติปางก่อนนะ
ขั้นแรก ออกจากบ้าน ไหว้พ่อ ไหว้แม่ให้งามๆ ขอพรมาสักหน่อยก็ดี
ขั้นสอง เดินเข้าโรงเรียน ซึ่งในแต่ละแห่งจะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่เป็นที่เคารพนับถือของคนในโรงเรียน ก็ทำความเคารพ อาจจะมีการบนบานเล็กน้อย
ขั้นสาม เข้าห้องสอบ ให้ก้าวเท้าซ้ายเข้าไปก่อน เข้าตำราที่ว่า “ขวาร้าย ซ้ายดี” ไง
ขั้นที่สี่ ทำข้อสอบ ก่อนลงมือเขียน ท่องนะโม หรือบทอะไรสักอย่าง อย่าให้ยาวนัก เดี๋ยวจะเสียเวลามากไป ขั้นนี้เล่นกับศาสนาแล้ว ( ความจริงก็เป็นวิธีที่ช่วยลดอาการตื่นเต้น เป็นการรวบรวมสมาธิน่ะ )
ขั้นสุดท้าย ก็ตัวใครตัวมันนะจ๊ะ ถ้าทำข้อสอบไม่ได้ ก็ปลงซะเถอะ ว่าทำบุญมาแค่นี้ อย่าหวังโพยจากเพื่อนเลย เพราะเพื่อนก็อาจจะหวังโพยจากเราอยู่ก็ได้ อิอิ…>.<ลองจิ้มวิธีไม่ให้คนขอโพยฉบับนี้ดูสิ
ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่อยู่ในวัยเรียน จริงอยู่ที่สติปัญญาของคนเราอาจไม่เท่ากัน อย่าเพิ่งท้อในการอ่านหนังสือ อย่าท้อเมื่อเห็นคนอื่นอ่านแค่รอบเดียวก็จำ รอบแรกไม่จำ ก็อ่านรอบสองสิ หากยังไม่จำ ก็อ่านไปเรื่อย ๆ คนเรามีความพยายามได้ อ่านมาหลายรอบ ผ่านตาหลายรอบ อาจจะจำแม่นกว่าก็ได้ ทั้งนี้เทคนิคต่าง ๆ หากไปประยุกต์ใช้แล้ว ได้ผลหรือไม่อย่างไร ก็มาบอกกล่าวกันบ้างนะ >.<
*เลข วิชานี้ หลายคนยอมรับเลยว่าเป็นวิชาที่ยากมากๆๆ ค่าเฉลี่ยของคะแนนแต่ละปีลงไปกองที่10-25เสมอ และที่สำคัญตัวเลขของจำนวนคนที่สามารถทำคะแนนได้อยู่ในระดับเกิน70นั้น น้อยมากถ้าเทียบกับทุกวิชา ซึ่งผู้ที่ได้เข้าสอบรวมถึงผู้ที่เคยผ่านการทำข้อสอบเอนทรานซ์นั้นส่วนมากมักจะทำข้อสอบไม่ได้ค่ะ พี่ก้อเช่นกันค่ะ พี่ยอมรับเลยว่าพี่เองโยนวิชานี้ทิ้งไปเลยในการสอบทั้งสองครั้ง เพราะฉะนั้นการอ่านในวิชานี้ น้องๆจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญมากๆสำหรับน้องๆที่จะสอบในคณะที่เป็นสายศิลป์ เพราะว่าคนส่วนมากนั้นเก็บไม่ได้ค่ะ อย่างที่พี่เคยพูดไปว่าเลขนั้นคือจุดอ่อนที่สำคัญทีเดียวหลักในการอ่านนั้นก็ไม่ยากค่ะ น้องไม่จำเป็นต้องทำข้อสอบให้ได้หมดทุกบทค่ะ บางบทที่สามารถเก็บคะแนนได้เยอะให้น้องทุ่มกับบทนั้นให้มาก เช่น แคลคูลัส 3-4 ข้อ สถิติ 5 ข้อ ลำดับและอนุกรม 2 ข้อ ความน่าจะเป็นและวิธีเรียงสับหมู่ 3-4 ข้อ ตรรกศาสตร์(ที่มีบทนี้ด้วยเพราะว่าข้อสอบง่ายค่ะ ปีนึงออก2ข้อ5คะแนน) ฟังก์ชัน 2-3ข้อ ถ้าน้องๆลองมาคิดคะแนนดูเฉพาะไม่กี่บทที่พี่ได้เขียนไปแล้วจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสามารถทำข้อสอบแค่บทเหล่านี้เราจะสามารถเก็บคะแนนเลขของเราได้ถึง50คะแนนทีเดียว ซึ่งบทที่เหลือนั้นให้น้องเลือกทำบทที่ชอบได้เลยเช่น เซต(ง่ายมาก) เลขดัชนี เอกซ์โปและลอกการิทึม ส่วนบทที่น้องไม่ควรอ่าน(ถ้าจะอ่านก็ไม่ว่ากันนะคะ)คือ ตรีโกณมิติ บทนี้มีสูตรเป็นล้านสูตร ข้อสอบเลขออกแค่ข้อเดียวและ2สูตร ถ้าน้องๆคิดว่า เราคงไม่สามารถที่จะทำเต็ม100ได้ พี่แนะนำให้ทิ้งบทนี้ไปเลยค่ะ เก็บแค่97.5แล้วเอาคะแนนดีๆจะดีกว่านะคะ
*อังกฤษ มีน้องหลายคนในตอนนี้ที่ขยันท่องศัพท์กันทีเดียว พี่ไม่ได้บอกว่าให้เราไม่ท่อง เพียงแต่จะบอกว่า ถ้าการท่องศัพท์นั้นมันเหนือบ่ากว่าแรงจริงๆเนี่ย ทิ้งไปเถอะค่ะ เพราะสถิติการออกข้อสอบของวิชาภาษาอังกฤษ จะมีข้อสอบที่ถามคำศัพท์น้องๆอยู่ประมาณ2-3ข้อ คิดเป็น2-3คะแนนค่ะ แล้วเราก้อไม่รู้ว่าในแต่ละปีจะออกคำไหนและไม่ออกคำไหน ถ้ามันไม่ไหวจริงพี่ก้อแนะนำให้ทิ้งไปเถอะค่ะ เอาเวลาไปทำแบบฝึกหัดพวก PASSAGE ดีกว่าค่ะ เพราะว่าแพสเสจนี้มีจำนวนข้อถึง50ข้อ 50คะแนนค่ะ ช่วงนี้ให้น้องหัดทำพวกแพสเสจให้เยอะๆไว้รับรองว่าคะแนนไม่ไปไหนหรอกค่ะ ส่วนอีก47คะแนนที่เหลือจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ 1. บทสนทนา อันนี้พี่คิดว่ามันเป็นความรู้ที่มีมาแต่เด็กค่ะ ขึ้นกับว่าเรานั้นมีพื้นฐานเกี่ยวกับการ พูด-ถาม-ตอบ ในภาษาอังกฤษแค่ไหนค่ะ 2. ความรู้รอบตัว ข้อสอบประเภทนี้จะยากที่สุด จะมีประมาน10-15ข้อค่ะ การออกข้อสอบจะเป็นพวกการใช้ประโยคที่ต่างกัน แต่ให้ความหมายได้คล้ายคลึงกันมากที่สุด จำพวกนี้ค่ะ
*เคมี วิชานี้เป็นวิชาที่เราต้องเน้นทำข้อสอบให้มากๆเพราะข้อสอบมีการพลิกแพลงตลอดเวลา ถ้าน้องไม่จับจุดข้อสอบให้สอบให้ได้ ก็จะทำคะแนนได้ไม่ดีค่ะ อย่างพี่เคยแนะนำคือไปซื้อหนังสือข้อสอบมาทำเลยค่ะ ที่เป็นบทๆจะดีกว่าเป็นปีๆนะคะ เพราะว่ามันจะทำให้น้องเข้าถึงเนื้อหาและเฆ้นแนวข้อสอบได้เยอะขึ้นค่ะ ส่วนบทที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ ปริมานสารสัมพันธ์1-2,กรด-เบส1-2,พันธะเคมี,สารประกอบคาร์บอน,ปฏิกริยาไฟฟ้าเคมี1-2,สมดุลเคมี เพราะจะออกเยอะเป็นพิเศษค่ะ
*ฟิสิกส์วิชานี้เป็นวิชาที่ข้อสอบง่ายที่สุดแล้วค่ะ เพราะว่าเป็นข้อสอบที่ไม่มีการพลิกแพลงเลยค่ะ เพียงแค่เรารู้หลัก และสูตรก้อจะสามารถทำคะแนนได้ดีเชียวล่ะ ข้อสอบจะมี3แบบค่ะ 1.ง่าย-ข้อสอบแบบนี้จะมีประมาณ60% แนวข้อสอบคือ แทนสูตรเพียงหนึ่งสูตร ก้อจะได้คำตอบเลย หรือ เพียงแค่เราใช้ความน่าจะเป็นคำตอบก้อออกเหมือนกัน เช่น ความหนาแน่นของไม้ที่จมในน้ำคือ12% จงหาความหนาแน่นของน้ำที่เหลือจากการถูกแทนที่ตอบ 880 (เพราะว่าน้ำที่ไม่ได้ถูกแทนที่คือ88% นั่นคือ880นั่นเอง)
2.ปานกลาง-ข้อสอบแบบนี้มีประมาณ35% แนวข้อสอบคือ แทนสูตรเพียง2สูตร หรือเป็นการเอาสองเรื่องมาไว้ในข้อเดียว หรือมีการพลิกแพลงบ้าง แต่ไม่ยาก
3.ยาก-ข้อสอบแบบนี้ประมาน5% เท่านั้นเป็นโจทย์ปราบเซียนค่ะ จะได้100เต็มรึเปล่าก้ออยู่ที่พวกนี้แหละค่ะ ส่วนมากเป็นข้อสอบที่พลิกแพลงมาก และต้องรู้ลึกเท่านั้นจึงทำได้(รวมถึงไม่จำกับทในการออกด้วย บทที่คิดว่าเราทำได้อาจจะมีในข้อสอบจำพวกนี้ก้อได้) ดังนั้นพี่คิดว่า น้องควรที่จะเน้นฟิสิกส์ให้มากๆ เพราะว่า ดูจากรูปแบบข้อสอบแล้ว ไม่ยากเกินไปหรอกค่ะ ถ้าเอาไปเทียบกับเคมีหรือชีวะถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยของวิชานี้จะแค่25-30คะแนน แต่จำนวนคนที่สามารถทำคะแนนได้เกิน70นั้นมีมากค่ะ มากกว่าทุกวิชาเลยถ้าไม่นับภาษาอังกฤษนะคะ
*ชีววิทยา วิชานี้เน้นความจำเป็นหลักเลยนะ ส่วนมากที่ข้อสอบเน้นคือหลักใหญ่ๆที่ใช้ทั่วไปค่ะ น้องลองเปิดข้อสอบซักปีนะก่อนอ่านอ่ะ ดูว่าแนวมันเป็นแบบไหน แต่พี่ว่ามันก้อไม่ยากเกินไปนะ เราไม่จำเป็นต้องรู้ลึกมากๆ เพียงแต่สามารถนำหลักนั้นๆไปประยุกต์ได้ ข้อสอบโดยมากออกคละบทไป ไม่มีตายตัวเช่นเดิมทริกคือต้องอ่านและจำบวกกับทำข้อสอบให้มากๆหน่อยนะคะ จาได้ชำนาญ เวลาอ่านให้short note ไว้เลย เพราะว่าจะได้ไม่ต้องอ่านซ้ำอีกรอบ อ่านเฉพาะที่เราจดสำคันๆไว้ จาได้ไม่เสียเวลาด้วย เพราะแว่วมาว่า 3วิชา คือ เคมี-ชีวะ-ฟิสิกส์จะเก็บคะแนนรวมกันนะคะ เดี๋ยวใกล้ๆจะติดตามมาให้นะ ช่วงนี้ตั้งใจอ่านไปก่อนละกาน
*ไทย ข้อสอบวิชาภาษาไทย ออกหลักภาษามากที่สุดคือมีประมาณ75-80%เลยค่ะ โดยอีก20ที่เหลือจะเป็นความเข้าใจและวรรณกรรมค่ะ -วรรณกรรม ส่วนมากออกไม่ทุกบทค่ะ เพียงแค่เราตั้งใจเรียนในห้องอยู่แล้ว หรืออ่านทวน(เช่นอ่านของที่สรุปเรื่องย่อทุกเรื่องไว้) จำพวกข้อคิดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง(เอาเฉพาะเหตุการณ์ที่สำคัญก้อพอ) เรื่องที่ออกมากคือ เรื่องอิเหนา,เราคือลูกของแม่พระธรณี,ขุนช้างขุนแผน ลองเน้นอ่านๆ3บทนี้เป็นพิเศษนะคะ -หลักภาษา ส่วนมากคือความรู้ที่เรามีมาแต่โบราณ พูดง่ายๆคือใครที่สะสมมาดีก้อจะได้ดี หลักที่ควรรู้และออกชัวส์ๆคือ ครุ-ลหุ,คำราชาศัพท์,อุปมา-อุปมัย,บาลีสันสฤต,คำซ้อน-คำซ้ำ,ประโยค,คำสมาส-สนธิ อ่านเก็บไว้เลย ออกแน่ๆๆ การันตีค่ะสุดท้ายของวิชานี้คือการเข้าใจในหลักและเข้าใจในเรื่องต่างๆค่ะ และอีกแนวนึงคือแนวที่ให้ร้อยกรองติด ๆกันมายาว ๆ แล้วให้เราแบ่งวรรคตอนเอาเอง พร้อมทั้งตอบด้วยว่าเป็นคำประพันธ์ประเภทใด อันนี้ออกเยอะค่ะ การที่จะทำได้คืออาศัยบุญเก่าด้วยบวกกับการพิจารณาของเราค่ะ ที่สำคันคือทำโจทย์เยอะๆรับรองข้อสอบอยู่ในนั้นแหละค่ะ
*สังคม ที่เน้นๆเลยคือการทันข่าว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น สึนามินี่ออกแน่ๆเลยนะ เพราะว่าปีที่ผ่านมายังไม่ออก อ่านไว้นะคะ ส่วนการอ่านก้ออ่านให้ครบแล้วทำข้อสอบ รับรองเกิน60ค่ะส่วนบทที่เน้นคือ พวก ประวัติศาสตร์เช่น พวกการเก็บภาษี ,ภูมิศาสตร์ เช่นพวก ดิน ภูเขา,ศาสนา อันนี้ง่ายค่ะ ไม่ต้องคิดมาก เป็นคำตอบที่ตายตัวเลย,เศรษฐศาสตร์และการเมือง,เนื้อหาของม.4 อันนี้ใครที่ถนัดนะ เราก้อจะได้เปรียบค่ะ
*พื้นฐานวิศวะวิชานี้ผสมกันระหว่างฟิสิกส์กะเลขนะคะ ใครที่ทำ2วิชานี้ได้หรือถนัด พี่ว่า50คะแนนไม่ยากเกินค่ะ ข้อสอบวิชานี้เน้นการประยุกต์นำไปใช้ค่ะ วิธีที่จะทำข้อสอบได้คือ อ่านฟิสิกส์ให้เข้าใจและสามารถคิดเองได้ รวมถึงจดจำหลักสำคัญไว้ด้วย สิ่งที่มีประจำคือ การเขียนแบบค่ะ เป็นลักษณะภาพ3มิติ ค่ะ ยังไงลองๆทำข้อสอบไว้จะดีมากค่ะ ส่วนเรื่องคอมพิวเตอร์ก้อมีค่ะแต่ออกไม่บ่อย ถ้าใครมีพื้นฐานที่ดีก้อจะสามารถทำได้เลยค่ะ ส่วนคนที่ไม่ถนัดก้อหาโจทย์ลักษณะนี้ในข้อสอบค่ะ วิชานี้คนที่ได้50คะแนนก้อถือว่าเก่งแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเราลองทำข้อสอบครั้งแรก แล้วได้เพียง15-30 อย่าเพิ่งตกใจนะคะ น้องถือเป็นคนส่วนใหญ่ค่ะ พวก50ขึ้น ถือเป็นคนส่วนน้อยจ๊ะ
^^^เห็นบทความนี้น่าสนใจเลยก๊อบบทความอื่นมาให้อ่านดูเค่อะ-..-
เทคนิคคนเขาเรียนเก่ง
พูดถึงเรื่องเรียน ใครๆก็อยากเก่งกันทุกคนนั่นหล่ะน่ะครับ แต่คงมีหลายคน ที่อาจจะท้อแท้กับการเรียนเหมือนกะนายพีพีเป็นแน่แท้ นักวิชาการและนักวิจัยต่างๆ ได้ทำการสำรวจและวิจัย พบว่าเทคนิคการเรียนต่างๆจากหลายๆคนแตกต่างกันไป พีพีสนใจก็เลยนำมานำเสนอให้เพื่อนๆที่สนใจได้อ่านด้วย เราไปดูกันดีกว่าว่า การเรียน เก่ง เขามีเทคนิคอะไร ยังไง ???-------------------------------------------------------------------------------- จากการวิจัยและวิเคราะห์ของนักแนะแนวการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายคนพบว่า ผู้ที่เรียนไม่ค่อยประสบความสำเร็จหรือเรียนแบบไม่ค่อยมีประสิทธิ์ภาพ ได้แก่ผู้ที่มีลักษณะดังนี้ 1.เป็นคนที่มักละทิ้งงานไว้ก่อนก่อนจึงค่อยทำ เมื่อถึงนาทีสุดท้าย 2.เสียสมาธิ หันเห ความสนใจไปจากการเรียนได้โดยง่าย 3.เมื่อทำงานที่ยากๆ จะสูญเสียความสนใจ หรือขาดความมานะ พยายามนั่นเอง 4.มักใช้เรื่องของการสอบ เป็นเครื่องกระตุ้นการเรียน 5.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีตารางการทำงานอย่าวงสม่ำเสมอ เอ๊..เอ..แล้วเพื่อนๆเป็นแบบนี้เหมือนพีพีหรือเปล่า เรามาดูกันต่อดีกว่าว่าเขาว่าไงต่อ...
--------------------------------------------------------------------------------
พวกเขากล่าวว่า การเรียนที่มดีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้คือ 1.ควรมีตารางเรียนและทำงานตรงตามเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ 2.ทำงานในระยะเวลาที่ไม่นานนักและควรมีการหยุดพักผ่อน 3.ไม่ปล่อยงานค้างไว้จนวินาทีสุดท้าย 4.ควรตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ไม่เสียสมาธิง่าย 5.อย่าใช้การสอบเป็นนแรงจูงใจในการอ่านหนังสือ 6.ควรอ่านหนังสือก่อนเข้าห้องเรียนตามสมควร 7.เข้าฟังการบรรยาย สัมมนาแล้วควรกลับไปอ่านทบทวน 8.พยายามอย่าละเลยวิชาที่ยากกว่าวิชาอื่นๆ 9.ควรมีความรู้ในการใช้บริการห้องสมุดด้วยเป็นดี 10.ปรับปรุงคาบรรยาย ที่จดจากห้องเรียนให้กระชับ กะทัดรัดและเข้าใจง่าย 11.พยายามทำให้การเรียนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และสนุกสนานกับมัน 12.ควรมีแรงกระตุ้นกับมันและไม่ควรทำงานหนักเกินไปในวันหยุด เมื่อพยายามปฏิบัติทุกข้ออย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้เรียนได้ดี เขาว่ามาอย่างนี้เห็นทีเราต้องพยายามปรัปรุววิธีการเรียนของเราบ้างแล้วหล่ะ...น่ะ
--------------------------------------------------------------------------------
จากการวิจัยเรื่องลักษณะการอ่านหนังสือหลายๆคนมักจะทำกันอย่างนี้ 1.อ่านหนังสือเที่ยวนึงก่อน แล้วกลับมาอ่านซ้ำอีกที 2.ขีดเส้นใต้ใจความหลักและรายละเอียดที่สำคัญในตำรา และ 3.อ่านอย่างตั้งใจแล้วทำบันทึกเค้าโครงสั้นๆไว้ เพื่อประหยัดเวลาในการอ่านทบทวน ซึ่งนักวิเคราะห์สรุปว่า วิธีที่3ค่อนข้างจะดีกว่าข้ออื่นๆแต่การทำพร้อมๆกันทั้ง 3 วิธี เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือเลยทีเดียว
--------------------------------------------------------------------------------
Thorndike กล่าวว่า ประสบการณ์ก่อให้เกิดความชำนาญ เขาใด้ตั้งกฎแห่งการเรียนไว้ 3 อย่างซึ่งพูดถึงการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น กริยาการตอบรับ การฝึกหัดเพื่อก่อให้ เกิดประสบการณ์ และการเตรียมความพร้อมในด้านการเรียน และเขายังมี ข้อแนะนำที่จะช่วยให้การเรียนได้ผลดีและรวดเร็ว คือ 1.พยายามสร้างความอยากที่จะเรียน(motivation) 2.พยายามตอบสนองต่อการเรียน(reaction)อย่างต่อเนื่อง 3.ควรมีความแน่วแน่กับการเรียน(concentrate) 4.จัดลำดับเรี่องที่จะเรียน(organization)ให้เป็นหมวดหมู่ก่อนหลัง ไม่ปะปนกัน 5.ควรมีความเข้าใจ(comprehension)ในจุดมุ่งหมายในเนื้อหาที่เรียน 6.มีการทบทวน(repettition)เพื่อเป็นการไม่ให้ลืม
--------------------------------------------------------------------------------
เทคนิคการอ่านหนังสือ โดย อ.พรทิพย์ ศรีสุรักษ์ 1.สำรวจเนื้อหาและส่วนประกอบต่างๆในเล่มทั้งหมด 2.อ่านเนื้อหาทั้งหมด แล้วอ่านซ้ำเพื่อจับ 3.ควรมีการตั้งคำถามกับตัวเองขณะอ่าน ว่าใคร ทำอะไร ที่ใหน เมื่อไหร่ อย่างไร 4.ขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญจากนั้นบันทึกเป็นคำพูดที่เข้าใจง่าย 5.พยายามจับประเด็นจากคำบรรยายและจากตำราให้เข้ากัน 6.ต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
credit-by..พีพีคุง
ปล.อะห๊า!เพื่อนจะสอบเข้ามหิดล แต่ยังไม่แตะหนังสือเลยนะโฟ้ย
ไปแตะซะ
ขอให้มวลมนุษย์เยาวชนทั้งหลายจงโชคดี ฮ่าๆๆ
a.om.day@hotmail.com
วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

มาเม้นแร้วนาจ้าว
ตอบลบว่างๆมาเม้นหั้ยกานด้วย
ผู้ชายหลายใจ
ตอบลบเหมือนผ้าอนามัย
หลายห่อ
ผู้ชายไม่ใช่พ่อ
จะไปง้อมันทำไม
Hello แปลว่าสวัสดี
Can you see คุณเห็นฉันไหม
My heart แปลว่าหัวใจ
เขียนข้างในว่า I love you
คนอะไรไม่รู้ดูสวยเริ่ด
เทพธิดามาเกิดเชียวหรือนี่
อกเอวองค์สามส่วนล้วนเข้าที
งามอย่างนี้ใครได้เห็นเป็นต้องตา
ดวงเนตรคมผมสลวยรวยรอยยิ้ม
ปากเอิบอิ่มรูปกระจับรับใบหน้า
อยากจีบเธอเป็นคู่ชมสมอุรา
พอรู้ว่าเธอเป็นตุ๊ดสุดเศร้าใจ
อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ
มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน
ใครชอบนินทาเป็นอาจิณ
เกิดชาติหน้าลิ้นจะยาวเป็นลิ้นตะกวดเอย
เขายิ้มให้ทุกครั้งที่เจอหน้า
พร้อมทั้งส่งสายตาน่าหมันไส้
ทำเอาใจของฉันนั้นเผลอไป
คิดไปไกลว่ารักคงมีทาง
แอบเก็บเอาไปเพ้อละเมอฝัน
ให้ถึงวันที่มีเขาเคียงข้าง
ฝันแล้วตื่น ตื่นและฝันจนตาฟาง
สุดจืดจางเขายังไม่มาดู
เป็นเพราะตื่นตื่นแล้วนอนนอนแล้วฝัน
ทำให้ฉันนั้นต้องกลายเป็นหมู
ทำให้เขาเลิกคิดผิดเป็นครู
ตูนะตูไม่น่ากินแล้วนอน